สวัสดีครับ

 

 

 

 

 

 

 

วันนี้ได้โอกาสมีเวลา(ไม่)ว่างจึงอดไม่ได้ที่จะแวะเข้ามาเขียนอีกครั้งครับ ... ความจริงแล้วจะเรียกได้ว่าห่างหายไปนานมากแล้วก็คงไม่ผิดครับ ... ห่างหายนั้นสำหรับผมคงไม่ใช่คำว่าเลิกลาจากกันไปหรอกครับ เพียงแต่เมื่อเราทุกท่านมีวิถีทางที่จะต้องเดินไป .... มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้วครับที่เราจะต้องเดินตามทางนั้น .... แต่ก็เมื่อโอกาสที่เส้นทางเหล่านั้นจะชักนำเราเข้ามาสู่จุดเดิมที่เราเคยยืนอยู่ ....

 

 

มันก็น่ายินดีไม่ใช่น้อยครับ : )

 

 

 

 

 

 

ช่วงชีวิต

 

 

 

จะว่าไปแล้วหากย้อนกลับไปอ่านไดอารี่ผมทุกๆหน้า ... อาจจะค้นพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตผมนั้นอาจจะหาสาระอะไรไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำครับ ...

 

 

เหตุใดหรือครับ ?

 

 

 

เพราะชีวิตของผมนั้นเป็นโรคมองแต่ด้านลบ มองหาอำนาจ มองหาวาสนา และอะไรลมๆแล้งๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 

 

จะมีก็เพียงความเชื่อส่วนบุคคลที่ทำให้เราเดินไปข้างหน้าอย่างชาญฉกาจได้

 

 

 

แต่นั่นมันก็เหมือนเอาไม่จิ้มฟันไปยันมหาสมุทรแปซิฟิคนั่นแหล่ะครับ .... ซักพักหนึ่งมันก็จะหักสะบั้นลงเสมอ

 

 

 

เรียกได้ว่าชีวิตของผมอาจจะมีความสุขในการขวางโลก ขวางถนนหนทาง ขวางทางน้ำทางปืน ขวางความเชื่อแต่เดิมก็ได้ครับ

 

 

 

หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่เคยพอใจอะไรกับชีวิตเสเพลตลอด 25 ปีที่เกิดมา ชอบเรียกร้องเอาสิ่งอื่นอยู่เสมอๆ และนั่นก็ทำให้เรามายืนอยู่ที่อีกที่หนึ่งที่เราจะต้องฟ่าฟันอะไรบ้าๆบอๆและบอบช้ำจากการอยู่เช่นนี้เรื่อยๆไม่รู้จักจบสิ้น

 

 

 

เช่นช่วงนี้บริษัทของผมมีพนักงานไม่ถึง 20 คน ... ด้วยความที่ผมตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งที่เชื่อ ทำให้เลี้ยงพวกเค้าไม่ได้ .... จาก 70 คนที่มีความสามารถก็กลับเหลือ ไม่ถึง 20 คนที่ทุกวันนี้นั่งมองหน้ากันก็ยังไม่ค่อยเชื่อผมเสียเท่าไหร่ว่าผมจะหาเงินเลี้ยงพวกเค้าได้

 

 

 

หรืออาจจะเป็นการที่ผมพยายามจะนำเสนอสื่อที่เราอยากจะเล่าจริงๆ ให้คนได้เลือกรับสื่อทางเลือกที่ดี .... ซึ่งโลกของเราอาจจะไม่ได้ต้องการมันจริงๆก็เป็นได้

 

 

 

หรือการที่ผมจะเป็นลูกหรือแฟนที่ดี ? .... ผมก็ยังสงสัยในข้อนี้อยู่เหมือนกันครับว่าผมทำหน้าที่ตรงนี้ได้จริงหรือเปล่า ?

 

 

 

หรือไม่ก็เป็นการที่ผมไปสอนนักเรียน ไปจัดรายการวิทยุ ไปเป็นวิทยากร ไปบรรยาย ไปช่วยเปลี่ยนกฏหมาย ไปช่วยงานสังคม ฯลฯ

 

 

 

ความจริงแล้วมันมีความจำเป็นที่จะต้องมีผมไปอยู่ ณ จุดๆใดจุดหนึ่งของโลกหรือเปล่า ?

 

 

 

ถ้าวันใดวันหนึ่งผมโดนน้ำป่าพัดไป .... แล้วก็หายไปเลย

 

 

 

 

มันก็คงไม่ต่างอะไรมากนักกับโลกหนึ่งใบ ไม่ใช่อย่างสืบ นาคะเสถียร ไม่ใช่อาจารย์เสรี หวังในธรรม หรือคุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมช

 

 

 

 

เพราะผมไม่ได้ทำอะไรให้ใคร .... ผมแค่ทำให้ตัวเองมีความสุขเพียงเท่านั้น

 

 

 

 

และยิ่งผมทำเช่นนั้น .... ผมก็กลับยิ่งสร้างความทุกข์ให้กลับผู้อื่นแทน ในทุกๆวันที่เราตื่นมาจนถึงนอนหลับ .... เรากลับพบว่าเรานั่งมองความทุกข์ที่เราไปสร้างไว้ให้ผู้อื่นแทน

 

 

 

 

ยังไม่เคยเห็นฝั่งตรงข้ามเสียทีครับ

 

 

 

 

 

ผมก็เลยมานั่งคิด .... เอาเหล้า Gold Label ที่ได้มาจากการไปเป็นวิทยากรเนี่ยแหล่ะครับ

ชงใส่โซดาเย็นๆ .... นั่งคนเดียวเงียบๆแล้วก็คิดถึงชีวิตของผมอย่างจริงๆจังๆบ้าง ลองคิดแล้วไม่โกหกตัวเองด้วยปณิธานของชีวิตดูบ้าง เอาแค่ความจริงเข้ามาตั้ง แล้วหารด้วยความซวย แล้วบวกด้วยความโง่

 

 

ก็จะได้ผลลัพธ์เท่ากับความล้มเหลวของ 25 ปีที่เราหายใจรดดินอยู่นี่เอง

 

 

 

ช่างน่าอนาถเสียจริงครับ เสียดายเวลาชีวิต และเวลาที่ผู้อื่นอุปการะตลอดมา

 

 

 

 

 

แต่จะไปตายเสียก็คงไม่ดีครับ .... คงทำให้ใครต่อใครที่รักผมเสียใจแย่ครับ

 

 

 

 

ปณิธานที่ตั้งไว้ก็คงยังไม่ล้มเลิกเสียหรอกครับ แต่ก็คงต้องใช้ชีวิตในไตรมาสที่สองของชีวิตอีกแบบแทน

 

 

 

ผมกลับมาเข้าใจชีวิตตัวเองตอนสายๆเสียหน่อยก็คือ ชีวิตผมมันเหมือนหมาป่าครับ

 

 

 

หมาป่านั้นเมื่อเกิดมันจะอยู่รวมกับฝูงของมัน แต่ซักพักแล้วบางตัวก็จะแยกออกมาอยู่ตัวเดียว เราจะเรียกหมาป่าเหล่านี้ว่า Lone Wolf (หมาป่าเดียวดาย ?)

 

 

เจ้า Lonewolf เนี่ย ... มันไม่ได้สนใจใยดีกับโลกข้างนอกหรอกครับ ... มันก็อยู่ของมันตัวเดียวนั่นแหล่ะครับ .... ทำสิ่งที่มันเชื่อ ... แต่ก็ไม่ไปทำร้ายใคร

 

 

 

 

เอาประสบการณ์ชีวิตตั้ง แล้วก็เอาความสันโดษมาเสริม ... เริ่มต้นทำอะไรคนเดีัยวบ้าง อยู่อย่างสงบบ้าง ลดทุกอย่างในชีวิตลงให้เหลือเพียงแค่เอื้อมมือถึงบ้าง

 

 

 

ไม่อยากเป็นภาระใครอีกครับ แค่นี้หนี้ก็บานไปถึงไหนต่อไหนแล้ว .... นั่งทำงานคนเดียวใช้หนี้ไปเรื่อยๆ หมดหนี้ก็อยู่มันคนเดียว เล่าเรื่องของเราคนเดียว

 

 

 

 

วันก่อนผมนั่งดูสารคดีเกี่ยวกับนักร้องท่านหนึ่งที่เคยอยู่แกรมมี่ ... ท้ายสุดก็ย้ายไปอยู่บ้านที่โคราช แล้วก็อยู่คนเดียว ทำอะไรมันคนเดียว แต่งเพลงคนเดียว เล่นมันทุกอย่างเองคนเดียว .... นั่งดูแล้วก็ร้องไห้

 

 

ร้องไ้ห้สมน้ำหน้าตัวเอง .... กว่าจะมาเจอความจริงก็ต้องเจ็บตัวเสียขนาดนี้

 

 

 

 

 

บริษัทนั้นผมก็คงทำมันไปเรื่อยๆครับ FuKDuK มันก็ยังเป็น FuKDuK อยู่้ แค่ไม่ได้รับใครเพิ่ม ใครไปก็ลดลง ลดลง งานก็จะน้อยลง พอเพียงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มองหาความเล็กลงจนมันเล็กที่สุดที่จะเป็นไปได้

 

 

 

อาจจะเหลือเพียงผมคนเดียวก็ได้ครับ ?

 

 

 

 

 

แล้วผมก็คงจะเริ่มหาที่ตั้งในใจผมซักแห่งที่ผมจะหาความสุขจริงๆจากการอยู่คนเีดียวได้ .... เหมือนตอนผมเดินทาง ..... เดินทางไปกับความคิดตัวเอง .... บ้าๆบอๆ จะมีก็มี ไม่มีก็ไม่มี จะเกิดจะดับก็ช่างมัน .... เดินของเราไปเรื่อยๆ เงียบๆ .....

 

 

 

 

 

แล้วก็เข้าใจว่าโลกไม่ได้ต้องการให้ใครไปเปลี่ยนมันหรอกครับ ..... เราต่างหากที่อาจจะต้องการการเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

จะว่าไปแล้วถึงจุดนี้แล้วผมก็อยากจะเขียนจบเสียทีนะครับ .... แต่แค่ว่าคืนนี้มันเงียบดีจริงๆครับ .... มันไม่มีอะไรมาทำให้ความคิดของผมไหลออกมาจากรูหูได้

 

 

 

 

 

ผมก็เลยไม่อยากจะหยุดเขียนมันเสียเช่นนั้นเองครับ ..... ถือว่าเป็นโบนัสชีวิตตัวเองที่ยังมีนิ้วให้นั่งจิ้มแป้นคีย์บอร์ดได้นะครับ

 

 

 

จะว่าไปแล้วในสมัยหนึ่งผมมีปัญหาใหญ่กับการเขียนมากๆครับ .... เพราะว่าผมไม่สามารถเขียนทันสิ่งที่ผมอยากเขียนได้เลย .... และนั่นทำให้ผมหงุดหงิดครับ

 

 

แต่เดียวนี้ผมสามารถเขียนที่อยากเขียนได้แล้ว .... และนั่นเองเป็นอิสระภาพที่ผมมีที่ไม่มีใครสามารถมาเทียบเคียงได้เลยครับ .... มันเป็นอะไรที่มีค่ากว่าการไปหย่อนบัตรเลือกตั้งหรือไปทำกฐินเสียอีกครับผม

 

 

 

เพราะผมสามารถเขียน ก ข ค ง จ ได้เร็วเท่ากับที่ผมพูด ... และคำพูดของผมมันก็เร็วเท่ากับที่ผมคิด .... กลายเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง

 

 

 

เสพติดคีย์บอร์ดครับ ฮาๆ

 

 

 

แต่ช่วงหลังๆกลับพบว่าคีย์บอร์ดมันมักจะเร็วกว่าความคิดของผมนะครับ ..... ไม่ใช่เพราะเราพิมพ์เร็วขึ้นหรอกครับ

 

 

 

 

แต่ด้วยเหตุที่ว่าหัวของผมมันคิดอะไรไม่ออกมากกว่าครับ ... เดี๋ยวนี้จะเขียนอะไรก็ต้องคิด .... จะพูดอะไรมันก็ต้องระวัง .... พูดมากเดี๋ยวก็โดนว่า .... พูดน้อยก็โดนหาว่าหยิ่ง เป็นเตมีย์ใ้บ้ไปเสียได้ครับ

 

 

 

ชีวิตผมเลยกระดิกตัวไม่ค่อยได้เสียเท่าไหร่ครับ .... กลายเป็นควายกลางทุ่งที่ล้อมด้วยรั้วไฟฟ้าแรงสูงเสียซะงั้นครับ

 

 

 

 

ก็คงจะมีที่นี่นั่นแหล่ะมั้งครับ .... ถ้ามาเขียนทีไรก็จะรู้สึกว่าทุกส่วนของร่างกายมันยังสัมพันธ์กันดี .... ไม่มีความเชื่องกระเตื้องแบบเต่าให้เห็นครับ

 

 

 

 

 

นอกจากนี้แล้วยังแก้ไมเกรนที่ผมเป็นช่วงหลังๆได้ดีแท้ครับ .... ผมไม่ค่อยคิดเท่าไหร่หรอกครับว่ามันเป็นไมเกรน .... คิดว่าเป็นอาการแฮงค์จากการเที่ยวเมื่อช่วงคืนก่อนหน้าเสียมากกว่า

 

 

 

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมองวัยรุ่นเหมือนกับที่ผมเคยมองเท่าไหร่ครับ ..... ไม่ใช่เพราะว่าผมหมดศรัทธาในการมองสังคมอย่างที่มองครับ

 

แต่ผมคิดว่าพวกเค้าควรไปตายได้แล้วครับ ..... ชีวิตพวกเค้าดูท่าจะใช้จนคุ้มค่าแล้วครับ

 

 

ได้เที่ยว ได้แต่งตัว ได้กินชาบู หรือทำอะไรที่อยากทำเสียสิ้นแล้ว .... พอถามว่าชีวิตจะทำอะไร .... เค้าก็ตอบไม่ได้

 

 

ไม่ใช่เพราะไม่ได้คิด ... แต่เพราะอาจจะได้ทำที่อยากทำเสียหมดแล้ว ... ที่เหลือคือหาภาระมาให้เป็นภาระ หาหน้าที่มาให้เป็นหน้าที่ .... เพราะเราถูกสอนให้มีหน้าที่ .... แล้วพอมีหน้าที่จะได้รับผิดชอบคนอืี่นได้

 

 

 

ผมเห็นต่างเล็กน้อยครับ ..... ผมคิดว่าถ้าไปตายกันเสียให้หมดก็จะไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบใครอีก .... ไม่มีใครให้รับผิดชอบอีก .... แล้วก็จะเหลิือคนที่รักที่จะรับผิดชอบโลกมากยิ่งขึ้น

 

โรงงานอุตสาหกรรมมันก็จะไม่เกิด ... น้ำเสียก็จะไม่เสีย เพราะมันไปตายกันหมดแล้ว

 

 

ระหว่างที่เรากำลังสอนลูกหลานของเราให้สร้างภาระ สร้างความละโมภ ความโลภ ความตะกละ และความปราถนาที่จะมีชีวิตกับคำว่าเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม

 

 

ทั้งๆที่เด็กๆมันไม่ได้คิดอะไรแล้ว .... เราก็กลับใส่ให้เขา

 

 

ผมเลยคิดว่าการมองวัยรุ่นนั้นอาจจะต้องมองไปถึงโลกรอบๆเค้า .... ที่ทำให้เค้าฉลาดขึ้น .... ป้ายโฆษณาที่ทำให้เค้าอยากมีมากขึ้น หมาที่ขนเป็นปุยนุ่นมากขึ้น ทำให้เค้าอยากมีมาประดับบารมี

 

 

โอ๊ยยยยย จิปาถะ จิปาถะครับ

 

 

 

ดังนั้นผมก็เลยเลิกมองวัยรุ่นซะ ... จะมองก็แค่คนที่สวยๆตามประสาชาติพันธ์มนุษย์ถูกออกแบบมา

 

 

 

ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่อยากมองครับ .... เพราะมองกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม .... มันเปลี่ยนไม่ได้เพราะว่ามันเปลีย่นไม่ได้ครับ .... เราจะทำให้เค้าเปลี่ยนได้อย่างไรในเมื่อเขาเชื่อว่าเขาจะไม่เปลี่ยน

 

 

เหมือนไปตะโกนใส่ก้อนหิน .... มันก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอกครับ .... มีเราเสียอีกที่เจ็บคอต้องหายาอมมาเทกรอกปาก

 

 

 

ดังนั้นโลกมันก็ไม่มีอะไรน่ามองแล้วครับ .... ถ้าคุณหลายๆท่านสังเกตุดีๆ .... คุณเองกำลังมองอะไรบ้างในชีวิตคุณ ?

 

 

หน้าจอ Facebook .... หน้าจอมือถือ ...... คนสองสามคนที่พูดวกไปวนมากับเรื่องเดิมๆ หัวข้อเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงร้องไห้ของลูกคุณ เสียงเห่าของหมาคุณ ... เสียงเรียกของคนนั้นคนนี้ หรือเสียงโฆษณาละครที่พูดถึงเรื่องเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เรื่องสร้างสรรค์ก็เรื่องรักๆใคร่ๆไม่ก็เรื่องฆ่ากันเกลียดกันแกงกัน

 

 

ชีวิตมันน่าเบื่อไม๊ครับ ?

 

 

 

ผมเลยคิดว่าการไปตายซะให้หมดเลยก็คงจะดีครับ .... เพราะคุณใช้ชีวิตคุ้มแล้วครับ ... ที่เหลือก็แค่ใช้มันวนๆจนร่างกายมันสึกหรอแล้วก็เน่าให้เป็นเถ้าธุลีดินหรือปุ๋ยให้กับหญ้าแฝก

 

 

 

ไม่ได้คิดรุนแรงอะไรนะครับ .... ไม่ได้ชวนไปตายด้วยครับ .... ไม่ใช่ลัทธิ Heaven's gate หรอกครับ แต่แค่คิดว่าการที่เราเกิดมานั้นมันไร้ประโยชน์มากๆครับ

 

 

 

ถ้าใครศึกษาศาสนาก็จะรู้ครับว่าเราเกิดมาอย่างไร้ค่ามากๆครับ .... บ้างก็สอนให้เราทำความดีให้ผู้อื่น ... เพราะมันก็มีแค่นั้นที่มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด บ้างก็ให้ไปนั่งดับทุกข์ปลีกตัวเองจากกิเลส บ้างก็เกื้อกุลหนุนซึ่งกันและกันให้เป็นปึกแผ่น

 

 

เพราะชีวิตพวกคุณมันไร้ค่ามากๆที่เกิดมาเป็นเช่นที่เกิด ..... ก็ต้องทำอะไรเสียหน่อยครับ

 

 

 

ผมเห็นแบบนี้ก็เอวังไปด้วยครับ ..... ช่วงนี้จะลดความทุกข์กับชาวบ้านหน่อยครับ ... แล้วก็ลดความทุกข์ให้ตัวเองบ้างครับ .... รู้สึกอยากลงโลกศพเร็วๆแล้วครับ

 

 

เพราะว่ายิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น เรายิ่งค้นพบว่าเราควรจะอยู่น้อยลง ..... เรามันโง่มากขึ้นทุกๆครั้งที่เราค้นพบว่ามันน่าจะฉลาดขึ้น

 

 

 

 

 

พอจะเริ่มเข้าใจชีวิตของพระธุดงค์มากขึ้นครับ ..... แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าท่านจะเดินไปให้ยุงกัดท่านทำไมครับ

 

ผมก็ขออยู่บนเตียงผมนี่แหล่ะครับ .... แต่จะค่อยๆหายใจไปจนหมดลมดีกว่าครับ เพราะรู้แล้วครับว่ามันกก็ไม่ได้ต่างกันเสียเท่าไหร่นัก .... เพราะผมรู้ว่าผมไม่จำเป็นต้องดับทุกข์ ไม่จำเป็นต้องหาความสุขอะไรแล้ว

 

 

เพราะมันน่าเบื่อสิ้นดีครับ .... ยิ่งหายิ่งเครียด ยิ่งหนียิ่งเบื่อ ยิ่งเจอยิ่งยุ่ง โอย ....

 

 

 

 

 

 

พูดไปก็ชักจะปรัชญาสาำำไถครับ ... แต่ผมคิดอย่างนี้จริงๆนะครับ .... ประสบการณ์ชีวิตมันเริ่มกระซิบข้างหูผมว่าเราน่ะ "มันคนรกโลก" มากๆครับ

 

 

 

 

ผมก็เลยคิดว่าจะเล่าเรื่องน้อยลง มีคนดูน้อยลง การเล่าเรื่องสำหรับผมมันคือยาเสพติด ... ขณะเดียวกันมันก็เป็นภาระชาวบ้านด้วย

 

 

คิดว่าแค่ให้หากินได้ ไม่อดตาย ไม่ต้องขอเงินครอบครัว ใช้หนี้ให้หมด ก็พอแล้ว

 

 

จากนั้นก็จะอยู่จนไม่มีอะไรให้น่าห่วงแล้วก็คงไปแล้วครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระหว่างนั้นทุกท่านก็อยู่ทรมานกันกับผมก่อนละกันครับ .... เพราะคงอีกนานครับกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่งสำหรับคุณและผมครับ

 

 

 

 

 

 

 

ปล.ความจริงอยากพิมพ์ต่อนะครับ .... แต่เพราะภาระบ้าๆบอๆเยอะแยะนั่นแหล่ะครับ .... ไม่งั้นผมจะพิมพ์เรื่อยๆจนสลบคาคอมเลยทีเดียวครับ ฮาๆ

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณครับ   สวัสดีครับ

 

adamy
12 พ.ย. 2010 เวลา 00:00 น.

555 กว่าจะตายกันไปข้าง สวัสดีค่ะ
002083
12 พ.ย. 2553 เวลา 23:22 น.
จะรีบไปไหนๆ พักเดี๋ยวนึงซี่ นะคร๊าบบบ :)
000022
12 พ.ย. 2553 เวลา 23:36 น.
เอ่อออ ก็ยังอ่านเพลินอยู่ดี...

หลายเรื่องโดนใจผมอยู่หลายจุด โดยเฉพาะ "คนมันรกโลก"

...
สวัสดีครับ
000516
12 พ.ย. 2553 เวลา 23:48 น.
นี่ถ้าคีย์บอร์ดเสียแบบผมนี่คงอึดอัดน่าดูนะครับ
สมองคิด มือพิมพ์ แต่ตัวอักษรดันไม่ออกเนี่ย อารมณ์เสียจริงๆ
:)
001080
12 พ.ย. 2553 เวลา 23:59 น.
ถ้ามีความรู้ความสามารถ และไม่อยู่นิ่งรอโชคชะตามาช่วย ยังไงก็ต้องไปได้ดีค่ะ
004073
13 พ.ย. 2553 เวลา 01:14 น.
คิดถึงไดอารี่น้องอดัมเสมอค่ะ
มาเขียนเมื่อไหร่ก็มาอ่านเมือนั้น
เข้าใจว่าเราก็มีภาระหน้าที่ต่างๆ กันไป
มีเวลา อยากเขียนเมื่อไหร่ก็มานะคะ
000282
13 พ.ย. 2553 เวลา 14:34 น.
ไดอารี่วันนี้เป็นเพียงอารมณ์วูบหนึ่งหรือเปล่าคะ?
ผ่านไปหลายๆ ปี เมื่อคุณอดัมได้ย้อนกลับมามองตัวเองช่วงนี้อีกที
มันอาจจะเป็นความภูมิใจก็ได้นะคะ
000178
13 พ.ย. 2553 เวลา 15:03 น.
อายุพวกเรายังน้อย ยังมีเวลาอีกเยอะ ยังไม่สิ้นลมกันก็ดิ้นก็ต่ออยู่อย่างนี้น่ะแหละ
เรายังไม่อยากตายเลย ยังไม่คุ้ม กิเลศตัณหารอบตัวมันเยอะนัก..55
000638
13 พ.ย. 2553 เวลา 16:08 น.
คุณอดัม

ครีมไม่เห็นด้วยกับการใช้สมองคิดปรัชญาชีวิตขณะดื่มเหล้านะคะ ประสิทธิภาพในการคิดจะลดลง การจัดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดควรทำได้แล้วคะ เรื่องFukduk อาจเป็นเพราะก้าวจากสิ่งที่ใหญ่ถ้าทำจากสิ่งเล็กๆแล้วค่อยขยายอาจจะมั่นคงกว่านี้

อย่างไรก็ตาม คุณไม่ใช่คนรกโลกนะคะ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อล้มเหลวค่ะ ทุกอย่างที่คุณทำมาทั้งหมดมันล้มเหลวร้อยเปอร์เซนต์เต็มเลยเหรอคะ

เหนื่อยก็พัก แล้วรีบลุกเดินต่อนะคะ ช้าๆแต่มั่นคง

ขออภัยที่เม้นยาวค่ะ
000263
13 พ.ย. 2553 เวลา 17:29 น.
บางทีปรัชญาชีวิตอาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่ต้อง "คิด" อะไรมาก ก้ได้นะครับ

กวีหลายคนก็ใช้ "ความรู้สึก" ให้รู้สึกได้ถึงชีวิต

การดื่มเหล้าเป็นการละเลงความรู้สึกสำหรับใครหลายๆ คน ที่เข้าถึงชีวิตในแบบของเขามาแล้ว
000328
13 พ.ย. 2553 เวลา 17:51 น.
คุณอดัม อย่าคิดมาก ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม นะคะ ^___^
001412
14 พ.ย. 2553 เวลา 01:18 น.
:)
002414
15 พ.ย. 2553 เวลา 00:17 น.
ทำไปเถอะ ดีกว่าไม่ได้ทำ คิดไปเถอะ ดีกว่าไม่ได้คิด
ใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือยังก้คงยังบอกไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้เรามองไม่เห็น
มันอาจจะมีอะไรเข้ามา แล้วกลายเป็นว่า เออ ฉันยังไม่ได้ทำเลยแหะ
ตายวันนี้เลยอาจจะไม่คุ้ม

ไม่เคยมีใครรกโลก ... เรามีสิทธิเกิด คนอื่นก็เช่นกัน ทุกๆคนเลย
มวลสังคมด้านลบทุกอย่างที่เข้ามาหาเรา เราสร้างมันขึ้นเพื่อปลอบประโลม
เราต่างจากคนนั้นคนนี้ยังไงเฉยๆ

อดัมเมาตอนเขียนไดหรือเปล่าคะ
ที่ถามเพียงเพราะ ถ้าไดหน้านี้เกิดจากความเมา ก็แปลกดี
ได้อารมณ์ในการอ่านดี 5555
000421
15 พ.ย. 2553 เวลา 01:22 น.
เห็นด้วยเรื่องวัยรุ่น ทำในสิ่งที่อยากทำจนหมดแล้วมานั่งตรอมตรมกับผลที่ตามมา

รกโลกหรือไม่อยู่ที่มุมมอง ไม่มีสิ่งที่พลาด ก็ไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ดี

มาเยือน

ปล.โลกนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้อีกเยอะ ยืดอกแล้วหายใจเข้าลึกๆ
001526
15 พ.ย. 2553 เวลา 09:46 น.
พี่ขวัญว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยก็เป็นประสบการ์ณนะ
ถ้าเราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรที่เสียเปล่าหรอก
สู้ๆนะจ๊ะ :D
001984
16 พ.ย. 2553 เวลา 05:44 น.
เราชอบ"ปรัชญาสาไถ"มาก :)
004939
16 พ.ย. 2553 เวลา 19:56 น.
ห่างหายไปนาน...

สมกับการรอคอย...ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม..หรืออาจมากกว่า ฮา!

โดนใจในหลายๆเรื่อง...(ปรบมือดังๆให้..คุณอดัม)

พี่ว่าคุณอดัม: คือสุดยอด Artist...ดังคำว่า "ตัว+++คือ+++"
มันชัดเจนดีคะ

ปล1.Gold Label+Soda คงซ่า นุมคอไม่เบานะคะ :-)

ปล2.พวกเราคงอยู่แบหนักๆไปบ้าง...เบา เบา ไปบ้างบนโลกใบนี้ 555:-)

พี่เล็ก:-)


24 พ.ย. 2553 เวลา 16:39 น.
แอบมารายงานตัว ว่าติดตามคุณพี่อดัมผ่านทางนี้เหมือนกัน
ขอบคุณมากๆ สำหรับวันนี้ค่ะ
สตาฟฟ์ iCamp ทุกคน ปลาบปลื้มคุณพี่อดัมมากค่ะ

:)
000937
28 พ.ย. 2553 เวลา 21:43 น.
อดัมไม่ได้รกโลก...อดัมแค่อยู่ตรงกลางยังไม่ได้เท่านั้นเองค่ะ
.
.
หลายความคิดของอดัมโดนใจมากค่ะ..แต่โลกมันมันมีหลายด้านหลายมุม..มันกลมนิ..เราก็ต้องมองมันแบบกลม ๆ หละ..
003677
17 ธ.ค. 2553 เวลา 13:49 น.
happy new year na ka p adam :) โชคดีในทุกๆเรื่องนะค้า
000040
31 ธ.ค. 2553 เวลา 10:49 น.
อดัมมี่ เค้าชอบที่อดัมมี่พิมว่า

"ส่วนผู้ใหญ่ก็ไม่อยากมองครับ .... เพราะมองกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม .... มันเปลี่ยนไม่ได้เพราะว่ามันเปลีย่นไม่ได้ครับ .... เราจะทำให้เค้าเปลี่ยนได้อย่างไรในเมื่อเขาเชื่อว่าเขาจะไม่เปลี่ยน

เหมือนไปตะโกนใส่ก้อนหิน .... มันก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอกครับ .... มีเราเสียอีกที่เจ็บคอต้องหายาอมมาเทกรอกปาก"

ชอบมากๆ และน่าแปลกมากที่เรามีความคิดคล้ายๆกันเลย เรื่องชีวิตมันน่าเบื่อสิ้นดี ตกลงนี่เราก็เหมือนคนรกโลกคนหนึ่ง 55555 แต่ก็ไม่ได้จะรีบไปตายหรอกนะ เพียงแค่ความคิดมันเป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราคิด 555555555

ขอเอาคำพูดที่อดัมมี่ไปใช้ใน fb ของเราน๊า เค้าชอบบบบบบบบบบบบ แต่ความจิงอดัมมี่ยังเป็นอารายไปไม่ได้หรอก เพราะต้องอยู่เม๊าธ์กับเราไปเรื่อยๆอะ อิอิ =P
Pommy
1 ม.ค. 2554 เวลา 18:12 น.
สวัสดีค่ะ คุณชาย
เบญจเพศที่ว่า กำลังทำให้ชีวิตของฉัน จนลง เรื่อยๆ

ตอนนี้ รู้สึกหวั่นไหว กับทุกสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตฉัน
ชีวิตตอนอายุ 25 ปี ช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน ..


ข่าวที่ออกมา ช่างใส่สีตีไข่ได้เกินความจริง

โลกเรา หม่นหมอง เพราะ ความริษยากัน

ชีวิตของคุณอดัม น่าจะดีกว่าชีวิตของใครหลายๆคน รวมทั้งตัวของฉันเองด้วย คุณอดัมมีคนรักเยอะแยะ มากมาย

ต่างจากตัวฉัน ที่ไม่มีใครเลย..
โดนหักหลังจนจะกลายเป็นคนหลังค่อม ไปแล้ว (ฮา)

ไดอารี่ที่เคารพ

ฉันต้องตกงานเพราะโดนกลั่นแกล้ง

ฉันต้องโดนเพื่อนเอาตำรวจมาข่มขู่ เพราะ ฉันมีแฟนหล่อ???


(คนรกโลก คือ นศ.ครู ป.โท kk บางคนที่เรียนไปเพื่อหาทางข่มเหงและช่วงชิงของคนอื่น แทนที่จะเอาความรู้ไปทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง กลับหาทางทำลายคนที่อ่อนแอกว่า

โอว์.. ท่านคะ แจ้งคณบดี บอกให้ผู้หญิงคนนั้นลาออกจากการศึกษาต่อแล้วบอกไปหาแฟนใหม่น่าจะดี


ขอบคุณค่ะ

5 ม.ค. 2554 เวลา 19:41 น.
กำลังรออ่าน..diaries อื่นๆอีกต่อไป..เพื่อกำลังใจของตัวเองค่ะ...เหนื่อยใจทุกครั้ง..จะขอเข้ามาอ่าน

ขอบคุณค่ะ...คุณชาย
xberry
21 ม.ค. 2554 เวลา 18:53 น.
ดีใจกับคุณอดัมด้วยนะครับ... ^__^


บางที การที่เราจะกล้าหยุดตัวเองได้เนี่ย มันก็ยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน...


หยุดบ้าง ถอยบ้าง อะไรบ้างก็ได้ครับ ชีวิตมันก็มีจังหวะของมัน ไม่ต้องไปเร่งมัน ยังไงๆ มันก็ต้องพาเราไปอยู่ในจุดที่ควรจะอยู่ อยู่แล้วครับ


การเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้หมายความว่าแพ้นี่....

ในระยะยาว เราอาจเป็นผู้ชนะด้วยซ้ำไป ยินดีด้วยกับว่าที่วีรบุรุษครับ ^__^
ฟาฬ
9 ก.พ. 2554 เวลา 14:32 น.
รุ้สึกดีที่ได้อ่าน หลายครั้งที่มีคำถามที่ตัวสงสัยประมาณนี้
อย่างน้อยที่ได้อ่าน ก็กลับไปขบคิด ในเรื่งราวของตัวเองให้ดีขึ้น

สู้ๆนะคะ ไม่ว่าจะอย่างไร ทำตามที่ตัวเองสบายใจ
อย่างน้อยสักวันนึง เราเองก็จะมีความสุข ในสิ่งที่เรา ถึงแม้ตอนนี้ จะไม่เห็นว่าใครจะเข้าใจเราเลยสักคน...แม้แต่ตัวเองค่ะ^^
001098
21 ก.พ. 2554 เวลา 19:15 น.
บางทีผมว่าชิวิตคนเรามันก็เป็นแบบนี้ละครับ
มักจะเจอเรื่องตลกร้ายมาให้เราได้คิดอยู่บ่อยไป

004467
22 มิ.ย. 2554 เวลา 15:14 น.
Hey, sbtule must be your middle name. Great post!
2 ก.ค. 2554 เวลา 18:17 น.
Hey, that's the greeatst! So with ll this brain power AWHFY?
3 ก.ค. 2554 เวลา 02:32 น.
I feel so much happier now I undersntad all this. Thanks!
3 ก.ค. 2554 เวลา 13:03 น.
IMHO you've got the right asnewr!
3 ก.ค. 2554 เวลา 20:21 น.
In awe of that aenwsr! Really cool!
3 ก.ค. 2554 เวลา 21:24 น.
You've hit the ball out the park! Inrcedbile!
3 ก.ค. 2554 เวลา 22:53 น.
All of my qeustions settled-thanks!
Coralyn
15 พ.ย. 2554 เวลา 01:48 น.
You got to push it-this essnetail info that is!
Sukey
15 พ.ย. 2554 เวลา 02:05 น.
คุณชาย
อ้อม รู้จัก คุณชาย ครั้งแรกที่นี่ ที่ ไดอีส ^^
001053
4 ธ.ค. 2554 เวลา 14:47 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic